พัฒนาการทางสมองของเด็ก

พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล

เรื่องพัฒนาการทางสมองนี้เป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียว เพราะว่าเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสมองของเด็กเจริญเติบโตไวมาก พัฒนาการทางสมองของเด็กนั้นเริ่มแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 2 อาทิตย์ จะมีกลุ่มเซลล์ที่จะมีหน้าที่พัฒนาต่อไปเป็นสมอง เมื่อเด็กแรกคลอดนั้นจะมีจำนวนเซลล์สมองที่มากพอที่จะทำหน้าที่ให้เด็กมีชีวิตอยู่รอดได้ เช่น เซลล์สมองที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจ การหายใจ การทำงานของลำไส้ ความรู้สึกในเรื่องของอุณหภูมิ หรือการปรับตัวบางอย่างก็เริ่มทำงานแล้ว

ในขณะเดียวกันก็จะมีเซลล์สมองจำนวนมากที่มีพร้อมอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการกระตุ้นให้เกิดการทำงาน เช่น เซลล์สมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องของภาษา ก็มีตั้งแต่แรกเกิด เพียงแต่ว่ายังไม่มีความพร้อมในการทำงาน พัฒนาการทางสมองของเด็ก จะเติบโตอย่างรวดเร็วมากใน 3 ขวบปีแรก และยังพัฒนาต่อไปจนถึง 12 ขวบ แต่หลังจากอายุ 12 ปีไปแล้ว จะมีการพัฒนาอย่างช้า ๆ ไปจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่จนอายุ 25 ปี หลังจากนั้นการทำงานของสมองหรือพัฒนาการทางสมองก็อาจจะหยุด แต่มิได้แปลว่าหยุดการทำงาน เพียงแต่ว่าอาจจะไม่มีการเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ แต่ถ้าหากว่ายังมีการเรียนรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ ก็ยังคงมีพัฒนาการในทางด้านสมองเติบโตต่อไปได้

หน้าที่ของสมองจริง ๆ แล้วก็คงมีหน้าที่หลักในการรวบรวมข้อมูลที่มาจากภายนอกและภายในร่างกาย นำเอาข้อมูลทั้งสองด้านมาวิเคราะห์และก็ให้ความหมาย หลังจากนั้นก็มีการตัดสินใจว่าจะเก็บสะสมเอาไว้เป็นความจำ หรือจะมีการสั่งการให้มีการตอบสนองเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เขาเห็นอาหารวางอยู่ตรงหน้า สิ่งนี้เป็นข้อมูลจากภายนอก ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาในร่างกายบางอย่างตามมาด้วย เช่น กระเพาะอาหารเริ่มหลั่งน้ำย่อย อาจจะมีความรู้สึกหิว สมองก็จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่ได้ คือ อาหารที่มองเห็นและความหิวมาวิเคราะห์ เมื่อวิเคราะห์แล้วสมองก็จะตัดสินใจสั่งการให้มีการตอบสนอง เช่น กินอาหารที่อยู่ตรงหน้า

เราจะเห็นได้ว่าสมองนั้นทำหน้าที่หลายอย่างทีเดียว ที่คุณพ่อคุณแม่ทราบกันดีอยู่แล้ว คือทำหน้าที่ในเรื่องของสติปัญญาและการเรียนรู้ต่าง ๆ สมองมีหน้าที่รวบรวมประสบการณ์ที่เราเห็นทั้งหมด สร้างขึ้นมาเป็นความรู้ ทำหน้าที่ของการใช้ภาษาในเรื่องของทักษะต่าง ๆ เช่น การหยิบจับช้อนส้อม การที่เราจะตักอาหารให้เข้าปากได้ก็เป็นทักษะอีกอย่างหนึ่ง ต้องออกกำลังพอสมควรในการยกช้อน ช้อนก็ต้องมีทิศทางที่ถูกต้อง ถึงจะทำให้อาหารเข้าไปในปากได้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าในเด็กเล็ก ๆ ที่ทักษะและพัฒนาการทางสมองด้านนี้ยังไม่สมบูรณ์ เด็กอาจจะทำทักษะบางอย่างไม่ดีนัก แต่เมื่อได้รับการฝึกฝน ก็จะทำได้เป็นอย่างดี แล้วมีการเก็บเอาไว้เป็นแบบภายในสมองของเรา ในครั้งต่อไปก็ไม่ต้องไปเรียนรู้ใหม่ สามารถดึงเอาทักษะเหล่านี้มาใช้ได้โดยอัตโนมัติ

นอกจากทำงานในด้านสติปัญญาการเรียนรู้อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้ว สมองยังทำหน้าที่ในเรื่องของความคิดต่าง ๆ ในเรื่องของอารมณ์และจิตใจและพฤติกรรมที่แสดงออกทั้งหมด เมื่อรวบรวมออกมาก็จะกลายเป็นบุคลิกภาพของเรา จะเห็นได้ว่าเรื่องของอารมณ์จิตใจ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือการทำงานของสมอง ก็ยังคงเป็นการทำงานที่ควบคุมโดยสมอง

ฉะนั้นถ้าเรามองพัฒนาการทางสมองของเด็ก เราจะแยกส่วนมองเฉพาะพัฒนาการด้านสติปัญญานั้นไม่เพียงพอ เพราะแท้ที่จริงแล้วสมองควบคุมการทำงานในทุกด้านของเด็ก ๆ ทั้งหมดโดยเฉพาะในเรื่องของจิตใจและบุคลิกภาพ

ในเรื่องของโครงสร้างทางสมอง สมองนั้นมีโครงสร้างหลักอยู่ 2 ประการ ประการแรกคือตัวเซลล์สมองซึ่งจะถูกกำหนดมาอย่างชัดเจนว่าเซลล์สมองกลุ่มไหนจะทำหน้าที่อะไร เช่น เซลล์สมองกลุ่มหนึ่งจะทำหน้าที่ในเรื่องของภาษา เซลล์สมองกลุ่มหนึ่งจะทำหน้าที่ของการมองเห็นและเซลล์สมองอีกกลุ่มหนึ่งจะทำหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เป็นต้น เซลล์สมองเหล่านี้จะทำงานได้ ก็เมื่อได้เกิดการกระตุ้นและเกิดการเรียนรู้ ยกเว้นเซลล์บางอย่างที่จะต้องทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อความมีชีวิตรอด อันนี้ก็จะถูกกำหนดให้สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติตั้งแต่แรกเกิด

ส่วนสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งนอกจากจำนวนของเซลล์สมองก็คือวิถีประสาท วิถีประสาทก็คือส่วนของเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงจากเซลล์สมองเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง เราพบว่าการทำงานของสมองนั้นต้องอาศัยวิถีประสาทและการทำงานของเซลล์สมองหลายตัวในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การตักอาหารเข้าไปในปากของเราเวลากิน เราต้องสามารถมองเห็นได้ กะระยะได้ กะน้ำหนักได้ ซึ่งต้องใช้เซลล์สมองหลายส่วนในการทำงานร่วมกัน

หากเด็กไม่ได้รับการฝึกฝน จะไม่เกิดการสร้างวิถีประสาท เพื่อทำให้เซลล์สมองที่ต้องทำหน้าที่ร่วมกันเกิดการทำงานร่วมกัน ตรงนี้อยากจะเน้นให้เห็นความสำคัญ เนื่องจากจำนวนเซลล์สมองเมื่อแรกเกิดทุกคนจะมีจำนวนเซลล์สมองไม่ต่างกันมากนัก หรือเรียกว่ามีใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่จะแตกต่างกันก็คือ โอกาสของเซลล์สมองที่จะได้รับการพัฒนา สร้างเป็นวิถีประสาทที่เชื่อมโยงกันในการทำงาน

เด็กที่ได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย หรือได้มีโอกาสฝึกฝนเรื่องต่าง ๆ มาก ก็มีโอกาสที่จะสร้างวิถีประสาทให้เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเด็กไม่ค่อยได้รับการเรียนรู้หรือไม่ค่อยมีโอกาสได้รับประสบการณ์ตรงนี้ ก็อาจทำให้จำนวนวิถีประสาทที่จะเชื่อมโยงเซลล์สมองมีจำนวนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับเด็กอีกคนหนึ่ง

เราก็คงจะต้องมาดูกันว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลหรือส่งผลให้พัฒนาการทางสมองของเด็กที่ดีขึ้น ปัจจัยตัวแรกที่คุณพ่อคุณแม่ได้ให้ความสนใจเป็นอย่างดีอยู่แล้ว คือเรื่องของอาหาร การทำงานของสมองต้องการพลังงาน ถ้าเด็กรับประทานอาหารน้อยไม่ได้สัดส่วนก็จะทำให้เขาได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อการทำงานของสมอง อาหารที่มีผลต่อสมองโดยตรง ก็คงเป็นอาหารหลักที่เด็กรับประทานโดยทั่วไป ไม่จำเป็นที่ต้องใช้อาหารเสริมหรือสร้างเสริมอะไรเป็นพิเศษ ขอแต่เพียงว่าให้เขารับประทานอาหารได้อย่างพอเหมาะ มีจำนวนของหมู่อาหารที่รับประทานอย่างเพียงพอ หรือบางท่านอาจจะแนะนำในเรื่องของอาหารบางชนิดที่จะช่วยในเรื่องของพัฒนาการทางสมองมากขึ้น เช่น ในเรื่องของเนื้อปลาซึ่งมีสารโอเมกา 3 ที่จะช่วยในเรื่องพัฒนาการทางสมอง ควรส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เด็กได้รับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย แล้วก็มีจำนวนของอาหารที่พอเหมาะ

ประการที่สองที่จะส่งผลต่อการพัฒนาการทางสมองก็คือการเจ็บป่วย การเจ็บป่วยบางอย่างอาจจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ทำให้มีความล่าช้าในพัฒนาการของเด็กหรือมีความยุ่งยาก เช่น ภาวะการเจ็บป่วยทางสมองโดยตรง เหล่านี้จะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้ไม่สามารถจะสร้างหรือเชื่อมโยงวิถีประสาทได้อย่างรวดเร็วเหมือนเด็กปกติ หรือในบางภาวะของบางโรค เด็กอาจจะมีภาวะการทำงานของสมองที่ไม่ปกติตั้งแต่แรกเกิด เช่น ในภาวะของโรคออติสติก ซึ่งจะพบว่าเด็กมีความยากลำบากของการเชื่อมโยงในเรื่องของการสื่อสารทางภาษา อาจจะต้องการการเรียนรู้บางอย่างที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นควรดูแลเด็ก ๆ หรือป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหลาย ๆ โรค ซึ่งอาจจะมีผลทางสมองของเด็ก ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสมอง อุบัติเหตุบางอย่างที่กระทบกระเทือนต่อสมอง อาจมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กได้

ปัจจัยตัวต่อไปซึ่งมีความสำคัญมากและได้กล่าวถึงมาบ้างแล้ว คือ โอกาสของการเรียนรู้ เราพบว่าเซลล์จำนวนมากที่อยู่ในสมองของเด็ก ซึ่งหากไม่ได้รับการเรียนรู้ ไม่ได้รับการกระตุ้นอาจมีการฝ่อ สลายตัว หรือไม่ทำงานทั้ง ๆ ที่มีเซลล์สมองอยู่ แต่ถ้าเซลล์สมองกลุ่มใดที่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้ก็จะเกิดการสร้างวิถีประสาท เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กได้มีโอกาสฟังดนตรีที่หลากหลาย อาจจะมีดนตรีบางชนิดที่ทำให้เกิดความเหมาะสมหรือเกิดแรงจูงใจสำหรับเด็กที่จะเกิดการเรียนรู้ ก็จะเกิดการสร้างวิถีประสาทที่เกิดการเชื่อมโยงเรื่องของดนตรีเกิดขึ้น แต่หากเด็กไม่เคยมีโอกาสได้ฟังดนตรีเลย หรือว่าได้ฟังในระบบที่ไม่ชัดเจน เด็กอาจไม่มีการสร้างระบบประสาทหรือการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

นอกจากนี้ในเรื่องของอารมณ์จิตใจ ก็ยังเป็นเรื่องของโอกาสที่เด็กจะได้ฝึกการควบคุมอารมณ์ ถ้าไม่ได้เรียนรู้แต่เด็กก็จะมีปัญหาในเรื่องการควบคุมอารมณ์เมื่อโตขึ้น เพราะสมองไม่เคยได้รับการพัฒนาหรือการสร้าง เรียกว่า เป็นโปรแกรมที่จะทำให้เขาเรียนรู้ได้ว่าเมื่อเขาเกิดอารมณ์บางอย่าง เขาควรจะจัดการอารมณ์นี้อย่างไร ถ้าเขามีอารมณ์โกรธ เด็กบางคนมีปัญหาของการควบคุมอาการโกรธ ถ้าเราฝึกเขาตั้งแต่วัยเด็กให้เขาเรียนรู้ว่า อารมณ์โกรธนั้นเมื่อเกิดขึ้น เขาจะสามารถระบายออกอย่างสร้างสรรค์อย่างไร หรือเขาสามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้อย่างไร ก็จะเกิดวิถีประสาทเชื่อมโยงระหว่างสมองที่ทำหน้าที่ในการควบคุมอารมณ์ไปยังสมองที่ทำหน้าที่ในเชิงเหตุผล เมื่อเกิดอารมณ์เช่นนี้ขึ้น แทนที่เขาจะใช้อารมณ์เป็นตัวตอบสนอง หรือแสดงออกเลยทันที ก็จะเกิดการเชื่อมโยงไปยังสมองส่วนที่มีความคิดและการใช้เหตุผล ก็จะทำให้การแสดงออกของอารมณ์นั้นได้รับการทบทวนหรือพิจารณาไตร่ตรองว่า ควรจะมีการแสดงออกอย่างไร สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการฝึกฝนในวัยเด็ก เพื่อสร้างความเชื่อมโยงของวิถีประสาทดังกล่าว

นอกจากอารมณ์โกรธยังมีอารมณ์อีกหลายชนิด ที่เด็ก ๆ ควรจะได้เรียนรู้เพื่อจะได้เข้าใจว่าเมื่อเขาเกิดความคิดหรืออารมณ์บางอย่างขึ้น เขาจะจัดการอารมณ์อย่างนี้ได้อย่างไร เช่น อารมณ์เสียใจ อารมณ์อิจฉาริษยา หรืออารมณ์ที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจ การเรียนรู้เหล่านี้เกิดจากโอกาสที่เราให้กับเขา หรือแม้แต่พัฒนาการในเชิงสติปัญญาเอง ก็ยังคงต้องอาศัยโอกาสในการเรียนรู้ เช่น เด็กที่มีโอกาสในการเล่นกลุ่มของพวกตัวต่อหรือการเล่นที่เป็นอิสระ จะทำให้เด็กเรียนรู้ภาพ 3 มิติได้ดียิ่งขึ้น เหล่านี้ผ่านโอกาสมาจากการเล่นของเด็กทั้งนั้น

นอกจากในเรื่องปัจจัยในทางโอกาสแล้ว แรงจูงใจก็เป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ เราพบว่าแม้มีโอกาสอยู่ตรงข้างหน้า แต่หากไม่มีแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ เด็กก็อาจไม่เรียนรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขา ตรงนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญ นอกจากในเรื่องของโอกาสที่เราหาให้ลูกอย่างเหมาะสมแล้ว คงจะต้องดูว่าโอกาสเหล่านี้เป็นสิ่งที่ลูกต้องการหรือไม่ หรือเป็นสิ่งที่มีความสนใจสำหรับเขาที่จะกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้หรือไม่ แรงจูงใจจากเด็กส่วนใหญ่เกิดจากความสนใจในสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้า โดยที่เราไม่ต้องบังคับหรือสร้างแรงจูงใจให้เขามากนัก

สิ่งที่สำคัญอย่างที่บอก คือการที่คุณพ่อคุณแม่มีความสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ลูกมีความสนใจ เลือกเอาสิ่งที่ลูกมีความสนใจมาเป็นแรงจูงใจ มากระตุ้นทำให้เกิดการเรียนรู้ เขาก็จะสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่เราต้องการได้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเน้นให้เห็นความสำคัญ ของพัฒนาการทางสมองของเด็กว่า พัฒนาการทางสมองโดยเฉพาะในช่วง 3 ขวบปีแรก มีความสำคัญมาก เนื่องจากมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการมาก หากคุณพ่อคุณแม่ทุ่มเทให้ความสนใจ ให้โอกาสกับการเรียนรู้ สร้างแรงจูงใจจากความสนใจขั้นพื้นฐาน ให้ลูกมีความสุขกับการเรียนรู้ เขาจะสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องการ และเป็นพื้นฐานที่อยู่ในสมองของเด็ก เมื่อเด็กเติบโตขึ้น เขาจะดึงเอาประสบการณ์ที่เรียนรู้ในสมัยเด็กมาใช้ประโยชน์ต่อไปได้

บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล