เทคนิคการคุยกับลูกก่อนวัยรุ่น

พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล

หลายๆ ท่านอาจจะกำลังหนักใจกับลูกที่เริ่มเข้าวัยรุ่น อายุ 10 ขวบ 11 ขวบ 12 หรือ 13 ปี ช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าเมื่อลูกเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ค่อยอยากพูดคุยเหมือนเดิม หรือไม่สามารถที่จะสื่อสารทำความเข้าใจกับลูกได้เหมือนเมื่อครั้งที่ลูกยังเป็นเด็ก ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเริ่มเข้าวัยรุ่น ต้องพยายามรักษาการพูดคุยกับลูกเอาไว้ในระดับที่จะทำให้เราและลูกมีความเข้าใจต่อกันเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้น ลูกสามารถเดินเข้ามาปรึกษาหารือกับพ่อแม่ได้ จะทำให้เรามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหรือทราบปัญหาของลูกตั้งแต่ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงหรือเรื้อรัง ตรงนี้จะเป็นจุดสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ลูกผ่านช่วงวัยรุ่นไป หรือช่วยในการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงของวัยรุ่นได้ การพูดคุยกับลูกนั้นคงลำดับขั้นตอนที่เราเองอาจจะต้องปรับตัวไปด้วยเช่นเดียวกันกับการที่ลูกมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวของเขาเอง

ลำดับที่ 1 ที่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือความคุ้นเคย การสร้างความคุ้นเคยซึ่งกันและกันในอันที่จะพูดคุยต่อกัน ตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเราเองกับลูกไม่มีการคุ้นเคยกันเลยแล้วอยู่ๆ เราก็นึกอยากจะคุยกับลูกโดยเฉพาะในเรื่องที่มีความสำคัญหรือเรื่องที่มีความลึกซึ้งมากๆ ก็คงเป็นเรื่องยากที่ลูกจะสามารถพูดคุยได้อย่างเปิดเผยกับเรา เพราะฉะนั้นการรักษาความคุ้นเคยกับลูกในช่วงวัยรุ่นจึงเป็นช่วงที่สำคัญ

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อลูกเริ่มเข้าวัยรุ่น คุณพ่อคุณแม่มักจะยังไม่ได้ปรับตัวในขณะที่เด็กปรับตัวไปก่อน เนื่องจากว่าเด็กมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ทำให้เขารู้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความคิดที่เปลี่ยนไปตามวัย บางทีเราอยู่กับลูกทุกวัน ไม่ได้สังเกต ก็รู้สึกว่าเขาเป็นลูกเล็กๆ ของเราอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงเขาอาจจะเข้าวัยรุ่นไปแล้ว เราจะเห็นได้ว่าเด็กเริ่มมีความคิดหรือมีความรู้สึกอยากเป็นตัวของเขาเอง อยากจะทำอะไรด้วยตัวเอง มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ตรงนี้คุณพ่อคุณแม่คงต้องเข้าใจว่าเราไม่สามารถที่จะสร้างความคุ้นเคยกับลูกด้วยวิธีการเดิมๆ อย่างที่เราเคยทำ เช่น เข้าไปดูแลชีวิตของลูก เข้าไปจัดการกับเรื่องต่างๆ ให้ลูก บางท่านอาจจะรู้สึกว่าในช่วงที่ลูกเล็กกว่านี้ วิธีการที่เราคุ้นเคยกันก็คือเราดูแลเรื่องอาหารการกินความเป็นอยู่หรือเรื่องเสื้อผ้าเรื่องต่างๆ ให้กับลูกและทำให้เกิดความคุ้นเคยกัน

แต่เมื่อถึงช่วงวัยรุ่นไปแล้ว ความคุ้นเคยคงไม่ได้เกิดจากการเข้าไปดูแลในกิจวัตรประจำวันของเด็ก เรากลับต้องให้อิสระความเป็นส่วนตัวตรงนี้ของเขาให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่ก็ยอมรับและเข้าใจในความที่เขาเป็นเด็กที่โตขึ้น เขามีสิทธิ มีความเป็นอิสระในทางความคิด ดูแลและรับผิดชอบตัวเองได้ดีขึ้น

ความคุ้นเคยที่เกิดขึ้นนั้นก็คือการที่เรายังคงรักษาการพูดคุยและการทักทายกับลูกหรือให้ความสนใจกับกิจกรรมที่ลูกทำในระดับที่พอควร ไม่ใช่เป็นการถามแบบซักไซ้ไล่เลียง หรืออยากจะรู้ในเรื่องต่างๆ ที่ลูกทำ แต่เป็นการให้ความสนใจและก็ตอบสนองต่อความสนใจที่ลูกมี ตรงนี้ก็จะทำให้เรากับลูกยังรู้สึกว่ามีความคุ้นเคยบางอย่างที่เราเคยมีมาตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กหรือเรียกว่ารักษาระดับความสัมพันธ์ที่เคยมีมา

การพูดคุยกันบางครั้งอาจจะต้องยอมรับความคิดเห็นของเด็ก ตรงนี้จะทำให้เด็กเขารู้สึกผ่อนคลายและคุ้นเคยในอันที่จะคุ้นเคยกับเรามากกว่าที่จะทำให้เขารู้สึกว่าเขากำลังพูดกับผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมรับความคิดของเด็ก หรือกำลังพูดกับผู้ใหญ่ที่มีมุมมองที่ต่างจากเขามาก

บางทีเด็กรู้สึกพูดคุยกับเพื่อนแล้วมีความสุขมีความเข้าใจคุ้นเคยกันมากกว่า เพราะว่าระดับความคิดหรือความสนใจใกล้เคียงกัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณพ่อคุณแม่จะต้องถอยตัวเองลงไปเป็นเด็ก บางท่านอาจจะเข้าใจผิดตรงนั้น พยายามพูดกับลูกโดยใช้ภาษาที่เป็นวัยรุ่นหรือภาษแบบเด็กๆ ซึ่งเด็กเองบางทีเขาก็ไม่ได้ต้องการอย่างนั้น เขามีเพื่อนที่จะต้องพูดคุยภาษาวัยรุ่นกับเขาอยู่แล้ว แต่เขาต้องการพ่อแม่ที่เป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจเขา เพราะฉะนั้นการใช้ภาษาหรือวาจาต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาแบบเด็กๆ แต่เพียงแต่ว่าเราสามารถฟังสิ่งที่ลูกพูดได้

ถ้าสิ่งที่ลูกพูดบางอย่างเราก็อาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องแบบเด็กวัยรุ่น เราผ่านช่วงวัยเหล่านั้นมาแล้ว เราก็ควรจะสามารถรับฟังได้เพราะเขาเองอาจจะกำลังตื่นเต้นหรือสนุกสนานกับการเล่าถึงประสบการณ์บางอย่างที่เรามองว่าเป็นประสบการณ์แบบเด็กๆ แต่มันอาจจะมีคุณค่าสำหรับลูก เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะยอมรับ เข้าใจพัฒนาการและวิธีคิดของลูก ยอมรับทั้งความเป็นเด็กที่ยังมีอยู่บ้างของเขาและความอยากเป็นผู้ใหญ่ของเขา เราก็จะมีความคุ้นเคยที่จะพูดคุยกับลูกได้ทุกเรื่องเหมือนกับเราเป็นเพื่อนของเขา

ความสำคัญประการที่ 2 ก็คือความสามารถที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันได้ โดยที่เราก็ต้องเข้าใจว่าโลกเป็นของลูก โลกของเราก็เป็นโลกของเราโลกของลูกก็อาจจะเป็นคนละอย่างกัน นั่นก็คือการยอมรับว่าในเด็กวัยรุ่นเขาก็อาจจะมีประสบการณ์ มีชีวิต มีความคิด มีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

เมื่อก่อนนี้เราก็อาจจะมีความคิดที่แตกต่างจากคุณพ่อคุณแม่ของตัวเราเอง แต่มาถึงรุ่นลูกลูกก็อาจจะมีความคิดบางอย่างที่ต่างจากเรา ช่วงเวลาที่ผ่านวัยรุ่นกับช่วงเวลาที่ลูกเป็นวัยรุ่น ก็เป็นคนละยุคคนละสมัยกัน ความคิดเห็นต่อเรื่องบางเรื่องก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป แต่การมีประสบการณ์ซึ่งกันและกันโดยยอมรับได้ บางทีก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

หากเราเองไม่ยอมรับประสบการณ์ที่ลูกมี แต่เราพยายามที่จะบอกหรือยัดเยียดประสบการณ์ในช่วงประสบการณ์วัยรุ่นของเราให้กับลูก พยายามจะบอกว่าเมื่อสมัยเราเป็นวัยรุ่นเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แล้วมีความคาดหวังว่าลูกก็น่าจะผ่านประสบการณ์วัยรุ่นหรือใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นแบบที่เราเป็น ก็คงจะเข้าใจกันได้ลำบาก

แต่ถ้าเราแลกเปลี่ยนกันในลักษณะเชิงของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เราก็ยอมรับประสบการณ์แห่งความคิดเห็นของลูก บางทีก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของวัยเราหรือไม่ต้องกดดันว่าเขาต้องเป็นอย่างที่เราเป็น จริงๆ แล้วเด็กจะค่อยๆ ซึมซับหรือเรียนรู้สิ่งเหล่านี้เข้ามาสู่ตัวของเขาเอง การที่เด็กเล่าประสบการณ์ให้เราฟังโดยเรายอมรับฟังได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและที่สำคัญที่เราจะค่อยๆ เริ่มเรียนรู้ว่าขณะนี้ลูกมีชีวิตอย่างไร เขาอยู่ในประสบการณ์แบบไหน มีอะไรไหมที่อาจจะเป็นความเสี่ยง และเราจะค่อยๆ เข้าไปสู่การสอนและการบอกในสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

การเล่าประสบการณ์จึงเป็นเทคนิคอันหนึ่งที่มีความสำคัญต่อไป ที่เราจะฝึกว่าทำอย่างไรในขณะที่เราพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับลูก ทำให้เกิดความคิดที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความคิดที่จะเรียนรู้ว่า การที่จะมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนอื่นหรือในสถานการณ์ต่างๆ เขาจะฝึกประเมินสถานการณ์และจัดการกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างไร อันนี้ก็จะเป็นการฝึกทักษะที่จำเป็นสำหรับลูกวัยรุ่นที่จะทำให้เรารู้สึกมั่นใจได้ว่าเมื่อลูกไปอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ เขาสามารถประเมินสถานการณ์ ใช้ความคิด ใช้การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหาที่จะทำให้ไม่เกิดปัญหากับตัวของเขาเอง

ดังนั้น ในการรับฟังจึงต้องเริ่มต้นฟังประสบการณ์ที่ลูกเล่า ไม่รีบนำเสนอประสบการณ์ของเราเอง หรือบางทีอาจจะพูดคุยถึงเรื่องของเราเป็นประสบการณ์ในเชิงลักษณะที่เป็นการเล่าให้กันฟังบ้าง ในขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่ฟังเรื่องที่ตรงกับประสบการณ์อาจจะค่อยๆ ชวนการคุยที่จะทำให้ลูกค่อยๆ วิเคราะห์หรือวิจารณ์ในเรื่องที่เขาเล่าให้ฟัง ประเมินสถานการณ์มากขึ้น เช่น ลูกอาจจะเล่าเรื่องเพื่อนบางคนที่เขามีความคิดหรือความรู้สึกอย่างไร เราอาจจะค่อยๆ ชวนกันคุยเรื่องของความคิดที่เขามีต่อเพื่อน ทำไมเขาถึงคิดอย่างนั้นแล้วเพื่อนคนอื่นๆ คิดถึงเพื่อนคนนี้ในรูปแบบอย่างไร เด็กก็จะเริ่มฝึกคิดว่า การที่เขาจะคิดว่าเพื่อนเป็นอย่างไรนั้นเขาต้องมีสมมุติฐานหรือมีเหตุผลเพียงพอที่จะรู้สึกหรือคิดอย่างไรต่อเพื่อน ในขณะเดียวกัน ก็ต้องฝึกทดสอบความคิดของตัวเองกับความคิดของคนอื่น เพื่อนคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเขา มีความคิดเห็นกับเพื่อนคนนี้ว่าอย่างไร เด็กก็จะถูกฝึกคิด ในขณะที่เขาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ คุณพ่อคุณแม่เองก็ได้รับรู้ว่าขณะนี้ลูกมีเพื่อนที่มีลักษณะอย่างไร

จะเห็นได้ว่าการคุยกับลูกในช่วงก่อนวัยรุ่นนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากทีเดียว ประการต่อไปในการฝึกในเรื่องของความคิด การฝึกการตัดสินใจก็จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ การที่เด็กจะตัดสินใจได้ดีนั้น ต้องเริ่มจากความสามารถในการประเมินสถานการณ์ได้ก่อน เพราะฉะนั้นการที่เราสอนให้ลูกมีความหลากหลาย สอนให้ลูกมีคิดที่รอบด้านมากขึ้น ก็เป็นการฝึกในเรื่องการประเมินสถานการณืที่แทนที่เขาจะมีความคิดในด้านเดียว เช่น เพื่อนคนนี้ดี ถ้าเขาไปกับเพื่อนคนนี้ตามลำพังสองต่อสองจะต้องดีจะต้องไม่มีเรื่องที่เสียหายเกิดขึ้น แต่เราเริ่มฝึกเรื่องการคิด ตามต่อมาด้วยเรื่องการประเมินสถานการณ์ให้ลูกรู้จักคิดรอบด้านมากขึ้น พิจารณาเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วเลือกทางเลือกหรือมีทางเลือกในการตัดสินใจให้มากขึ้น

ในเรื่องของการตัดสินใจนั้นไม่ใช่คิดเพียงแค่ว่ามีทางเลือกเพียง 1 หรือ 2 ทางเท่านั้น แต่ถ้าลูกได้รับการฝึกฝนให้รู้จักมีทางเลือกที่หลากหลายมากๆ เราจะพบได้ว่าเขาจะไม่ถึงทางตันของการแก้ปัญหา หลายครั้งเราพบว่าที่เด็กตัดสินใจได้ไม่ดี เพราะเด็กนึกทางเลือกไม่ออก เด็กรู้สึกว่ามีทางเลือกแค่ 1 หรือ 2 ทาง เท่านั้นซึ่งเป็นทางที่ไม่ดีทั้ง 2 ทางทำให้เขาต้องทำอย่าง หรือไม่ทำอะไรเพราะเขารู้สึกว่าเขาเลือกทางเลือกได้ไม่ดีนัก แต่ถ้าเขาฝึกคิดให้กว้างขึ้นและมองอะไรในมุมมองที่กว้างขึ้น เขาจะมีทางเลือกหลายทางในการแก้ปัญหาและจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ดีขึ้น

ในลำดับสุดท้ายของการพูดคุยกับลูกนอกจากในเรื่องของความสามารถที่จะมีความคุ้นเคยในการพูดคุยกับลูก แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ฝึกให้ลูกรู้จักคิดจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้มาแล้ว เราควรจะต้องมีความสามารถที่จะทำให้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วพ่อแม่สามารถรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นของลูกได้ เด็กสามารถเล่าเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นของเขาให้พ่อแม่ฟังได้ แล้วค่อยๆ สอนให้เขาแยกแยะได้ด้วยตัวของเขาเองว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด ลำดับนี้ถือเป็นหัวใจของการสื่อสารเลยก็ว่าได้ เพราะว่าถ้ามีปัญหาแล้วเด็กพูดกับเราไม่ได้ เวลาที่เกิดปัญหาอะไรขึ้นโอกาสที่ผู้ใหญ่จะได้เรียนรู้ก็เป็นเรื่องยาก และลูกอาจจะต้องไปตัดสินใจและแก้ปัญหาด้วยตัวเองตามลำพัง ซึ่งอาจจะทำให้การแก้ไขปัญหานั้นทำได้ไม่ดี

แต่เมื่อลูกเล่าเรื่องของปัญหาให้ฟังแล้วก็ไม่ใช่ว่าพ่อแม่จัดการแก้ไขปัญหาให้ทั้งหมด ต่อไปในวันข้างหน้าเขาจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดได้ด้วยตัวของเขาเอง เพราะฉะนั้นเราต้องฝึก หรือเราต้องทำให้เขาสามารถแยกแยะได้ด้วยตัวเองหรือรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าอะไรถูกและอะไรผิด เพราะหากเป็นสิ่งที่เราบอกว่าถูกหรือผิด อาจจะไม่เกิดพฤติกรรมที่ฝังแน่นกับตัวเด็ก แต่ถ้าเขารู้และแยกแยะได้ด้วยตัวเองว่าเขาบอกได้ด้วยตัวของเขาเองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผิดและเป็นสิ่งที่ไม่ดี เช่น ถ้าสมมุติว่าลูกแอบสูบบุหรี่ ถ้าเราสอนเขาเลยว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีและสิ่งที่ผิดแต่เขาไม่ได้แยกแยะหรือไม่ได้เกิดความคิดได้ด้วยตัวของเขาเองว่าเป็นสิ่งที่ผิด โอกาสที่ลูกจะกลับไปทดลองสูบบุหรี่อีกก็เป็นไปได้ แต่ถ้าเขาสามารถพูดถึงหรือเกิดความตระหนักรู้ได้ด้วยตัวของเขาเองว่าการสูบบุหรี่ทำให้เขารู้สึกว่าสุขภาพไม่ดีหรือมีปัญหากับตัวของเขา เขาจึงจะสามารถจัดการควบคุมพฤติกรรมเรื่องการสูบบุหรี่ได้ด้วยตัวของเขาเอง

เราจะเห็นได้ว่าแนวคิดหรือแนวทางการแก้ปัญหานั้นต้องเป็นของเด็กเอง เราไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาให้เด็กได้ทุกครั้ง และการพูดคุยกับลูกเพื่อการปรับพฤติกรรมหรือการแก้ไขปัญหาในเด็กไม่จำเป็นต้องมีการดุด่าว่ากล่าวอยู่ตลอดเวลา เด็กก็สามารถที่จะสร้างแนวคิดในการแก้ปัญหาของตัวเอง โดยมีผู้ใหญ่เป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำ

และเราก็จะมั่นใจได้ว่าเขาจะสามารถเติบโตและแก้ปัญหาของเขาเองได้ต่อไปในวันข้างหน้า

บทความสุขภาพจิตจากพญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล